Get Adobe Flash player

ประวัติการดำน้ำ

ประวัติการดำน้ำ

 

จุดเริ่มต้นของการดำน้ำนั้น เกิดมาจากการที่มนุษย์มีความต้องการและความจำเป็นในด้านของการเก็บกู้ซากใต้น้ำ การเก็บกู้วัตถุมีค่าจากซากเรืออัปปาง การปฏิบัติการทางทหาร ตลอดจนการค้นคว้าและวิจัย โดยกำเนิดของการดำน้ำนั้นสันนิษฐานว่ามีมานานมากกว่า 5,000 ปี และเป็นการดำน้ำบริเวณพื้นที่ตื้นที่ความลึกไม่เกิน 100 ฟุตเท่านั้น

His2         His1

                    ภาพจิตรกรรมฝาผนังของชาว Assyria                      ภาพนักดำน้ำชาวกรีกกำลังจะดำน้ำ สันนิษฐานว่าลงไปหาฟองน้ำ

                                          (๙๐๐ ปีก่อน ค.ศ.)                                                     (ภาพวาดบนแจกันเมื่อ 600 ปีก่อน ค.ศ.)

 

      นอกจากนี้ได้มีการปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับบันทึกการดำน้ำครั้งแรกของทหารเรือชาวกรีกเมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล ที่ได้ต่อสู้กับกองกำลังทหารชาวเปอร์เซียของกษัตริย์เซอเซียสที่ 1 และได้ลักลอบตัดเชือกสายสมอเรือของกองเรือได้สำเร็จ

 His4

นักดำน้ำแต่งตัวด้วยถุงหนังคลุมศีรษะที่มีท่อหายใจต่อยาวถึงบนผิวน้ำ

 

 ต่อมาในปี ค.ศ.ระหว่างปี 1500-1800 ได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับการดำน้ำที่เด่นชัดมากขึ้นด้วยการสร้าง DIVING BELL ขึ้นใช้โดยมีรูปร่างเหมือนระฆังด้านล่างเปิดสู่ทะเล เครื่องแรกนั้นจะมีลักษณะเป็นถังขนาดใหญ่ แข็งแรง มีน้ำหนักมากเพื่อให้จมลงในแนวดิ่งได้ง่าย เก็บกักอากาศไว้สำหรับการหายใจของนักดำน้ำได้หลายชั่วโมงเหมือนหลักการคว่ำแก้วเปล่าแล้วกดลงในน้ำ และมีสายเคเบิลไว้ชักหย่อนจากทางภาคพื้น โดยให้นักดำนำกลั้นหายใจและออกไปปฏิบัติงานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นจึงมีการพัฒนา DIVING BELL เรื่อยมาเพื่อให้นักดำน้ำสามารถปฏิบัติงานได้นานขึ้นด้วยการผลิตถังอากาศเพื่อเติมอากาศให้กับตัว DIVING BELL จนสามารถดำน้ำได้นานถึง 4 ชม. ที่ความลึก 66 ฟุต

 His3

เครื่องดำน้ำแบบ DIVING BELL

 

ในปี ค.ศ. 1715 JOHN LETHBRIDGE ชาวอังกฤษได้พัฒนาชุดดำน้ำเฉพาะบุคคลแบบปิดทั้งตัวโดยใช้หนังชนิดที่มีความทนทานคลุมทับถังอากาศ มีช่องกระจกสำหรับมอง มีช่องสำหรับสอดแขนที่กันน้ำได้ ต้องใช้การชักหย่อนจากเรือเช่นเดียวกับ DIVING BELL ชุดดำน้ำนี้ใช้ในการดำน้ำเก็บกู้วัตถุมีค่าจากเรือที่จมในย่านยุโรป สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกที่ความลึก 60 ฟุตและใช้งานได้สูงสุดที่ความลึก 72 ฟุตเป็นเวลานาน 34 นาที และได้มีการนำแนวความคิดเกี่ยวกับชุดดำน้ำนี้มาพัฒนาต่อโดย AUGUSTUS SIEBE จนได้เป็นชุดดำน้ำแบบ MK V ในปี ค.ศ.1905 ที่ใช้งานกันต่อมาอีกหลายสิบปี และพัฒนาเป็นแบบ MK 12 ในปี ค.ศ.1980 ที่ใช้ระบบจ่ายอากาศจากทางภาคพื้นเข้ามาทดแทน ช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็ได้มีความพยายามในการพัฒนาระบบของการดำน้ำเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้นของนักดำน้ำด้วยการประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำซึ่งประกอบด้วย วงจรปิด วงจรเปิด และวงจรผสม เข้ามาใช้งาน

 

His7                        His6

 

                                  ชุดดำน้ำที่ใช้งานได้ผล                                                                           ชุดดำน้ำของ Augustus Siebe
                                                                                                                                                    ( ประมาณปี ค.ศ. 1840 )

 

 His5

ชุดดำน้ำของ JOHN LETHBRIDGE

 

สำหรับการดำน้ำในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นจากการที่กองทัพเรือได้จัดส่งนักทำลายใต้น้ำที่ผ่านการฝึกที่เกาะ ไซปันประเทศสหรัฐฯ ไปรับการฝึกหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำชั้นสูงระหว่าง 9 กันยายนถึง 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 ซึ่งได้รับวิทยาการด้านการดำน้ำมาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย หลังจากนั้นได้ดำเนินการจัดตั้งเป็นหมวดทำลายใต้น้ำในปี พ.ศ. 2498 และกำลังพลที่ผ่านการฝึกเหล่านั้นได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการดำน้ำนี้ให้กับกำลังพลของกองทัพเรือที่เข้ารับการศึกษาในหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำและมีการถ่ายทอดต่อมาจากรุ่นสู่รุ่นจนหมวดทำลายใต้น้ำได้รับการขยายอัตราของหน่วยเป็นหน่วยสงครามพิเศษทางเรือในปี พ.ศ.2534 และได้รับการขยายอัตราอีกครั้งเป็นหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือในปี พ.ศ.2552 ก็ได้รับมอบภารกิจจากกองทัพเรือให้ดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานใต้น้ำมาโดยตลอด ซึ่งการปฏิบัติงานที่สำคัญ เช่น ในปี พ.ศ. 2513 สำรวจพื้นที่และร่องน้ำตามลำแม่น้ำโขงเพื่อพิจารณาก่อสร้างอาคารสถานที่และสถานีเรือสำรวจพื้นที่ทางน้ำเพื่อการจัดตั้งสถานีเรือพังงา (ฐานทัพเรือพังงาในปัจจุบัน), ปี พ.ศ. 2517 ดำเนินการเก็บกู้โบราณวัตถุ-เครื่องถ้วย สำรวจและขุดค้นศึกษาซากเรือเกาะคราม บริเวณเกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่ระดับความลึกประมาณ 140 ฟุต พบโบราณวัตถุจำนวนมากนับพันชิ้น และปี พ.ศ. 2535 ดำเนินการปกป้องคุ้มครองวัตถุโบราณและแหล่งโบราณคดีใต้น้ำจากกลุ่มนักล่าสมบัติต่างชาติที่ใช้เรือ AUSTRALIA TIDE ระวางขับน้ำ 421 ตันพร้อมอุปกรณ์ปฏิบัติงานใต้น้ำที่ทันสมัยครบครันและนักดำน้ำกว่า 40 คน ลักลอบงมโบราณวัตถุจากซากเรือจมกลางอ่าวไทย 

Last Updated (Thursday, 09 May 2013 13:46)

 
Join us on Facebook
Follow Us